หลักสูตรบ้านพัฒนาการ เนอสเซอรี่

บ้านพัฒนาการ เนอสเซอรี่ จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาและแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยที่ สอดคล้องกับ พัฒนาการตามช่วงวัยเป็นหลัก ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยคำนึงถึงคุณลักษณะนิสัยที่ดีงาม และการพัฒนาทักษะชีวิตควบคู่กันไป เพื่อการอยู่ร่วมกับผู้อื่น พร้อมที่จะเผชิญกับความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลง ของโลกใน อนาคตอย่างมีความสุข ทั้งนี้เด็กๆจะได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำอย่างสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย โดยมีกิจกรรมพัฒนาประสาทสัมผัสรับรู้ กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหว กิจกรรมศิลปะ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ ฯลฯ รวมถึงการเรียนรู้ที่อาศัยการบ่มเพาะและซึมซับผ่านกิจวัตรประจำ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสูงสุดในเด็กเป็นรายบุคคล

บ้านพัฒนาการ เนอสเซอรี่ สร้างสรรค์แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยที่ส่งเสริมทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเจตคติ (Attitude) เพื่อให้ได้เนื้อหาความรู้ (Knowledge) เพื่อให้ได้ทักษะ (Skill) เพื่อให้นำไปปฏิบัติได้ (Action) และเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด (Concept) เด็กๆจะได้ตั้งคำถาม ทดลองคาดเดา ประมวลสรุปด้วยตนเอง แล้วนำเรื่องที่ตนเองได้เรียนรู้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับเพื่อนและสรุปความรู้ร่วมกัน โดยมีครูเป็นผู้สร้างแรงจูงใจ สร้างเงื่อนไขในการเรียนรู้ที่เหมาะสม การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวผู้เรียนและความรู้เดิม ไปสู่การเดินทางเพื่อสร้างความรู้ใหม่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่ครูเอื้ออำนวยให้เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ทุกสาระการเรียนรู้และแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างทั้งเจตคติ ความรู้ ความคิด ทักษะชีวิต ให้เกิดขึ้นกับเด็ก เพื่อให้เขามีความสามารถในการจัดการกับชีวิตและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงวัยได้อย่างถูกต้องดีงาม ด้วยความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

บ้านพัฒนาการ เนอสเซอรี่ ได้นำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 มาวิเคราะห์ ศึกษาโครงสร้างของหลักสูตร พร้อมทั้งนำหลักการ และแนวคิดมาเป็นกรอบในการสร้างสรรค์แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กตามช่วงวัย โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยในรูปแบบของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่นและลงมือทำ เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดการเรียนรู้ ได้พัฒนาทั้งร่างการ อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา

การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวัน จึงต้องให้ครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้คือ

  1. การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อใหญ่ การเคลื่อนไหว และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ จึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กเล่นอย่างอิสระกลางแจ้ง เครื่องเล่นสนาม ฯลฯ
  2. การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา จึงควรจัดกิจกรรม เช่น เครื่องเล่นสัมผัส ฝึกช่วยตนเองในการแต่งกาย จับซ้อนส้อม ฯลฯ
  3. การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ควรจัดกิจกรรม เช่น การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ฯลฯ
  4. การพัฒนาการคิด เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอด สังเกตจำแนก เปรียบเทียบ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับเหตุการณ์ ควรจัดกิจกรรม เช่น ให้เด็กได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนศึกษา เชิญวิทยากรมาบรรยายให้เด็กฟัง ฯลฯ
  5. การส่งเสริมให้เด็กได้เลือกและตัดสินใจ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเสรี ตามความสนใจ และความต้องการของตนเอง ควรจัดกิจกรรม เช่น เล่นตามมุม ศูนย์การเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน
  6. การส่งเสริมลักษณะนิสัยและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขกิจกรมที่ควรจัด เช่นการรับประทานอาหารเอง การพักผ่อนนอนหลับ การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ ฯลฯ

การจัดประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆ เรียกว่า “Active Learning” หรือ “การเรียนรู้ผ่านการเล่น” เพราะการเล่น คือ การเรียนรู้ของเด็ก (Playing is learning)

กิจกรรมประจำวันที่ควรจัดให้แก่เด็ก คือ กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม ได้แก่

  1. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ: เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะ โดยส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำสั่ง ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้จังหวะ และการควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองตามจังหวะและดนตรีที่ใช้ประกอบ เช่น เสียงปรบมือ เสียงเพลง เสียงเคาะไม้ เคาะระฆัง รำมะนาและกลอง เป็นต้น
  2. กิจกรรมสร้างสรรค์: เป็นกิจกรรมที่ช่วยเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การปั้น การฉีก-ตัด-ปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์ หรือวิธีการอื่นๆที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์
  3. กิจกรรมเสรี: เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมการเล่นหรือมุมประสบการณ์ ที่จัดไว้ภายในห้องเรียน เช่น มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา มุมบ้าน และมุมร้านค้า เป็นต้น เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรี ตามความสนใจและความต้องการของเด็ก ทั้งที่เป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มย่อย
  4. กิจกรรมเสริมประสบการณ์: เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการทำงานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาสฟัง พูด สังเกต คิด แก้ปัญหา ใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่างๆ เช่น สนทนา อ๓ปราย สาธิต ทดลอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง คำคล้องจอง ศึกษานอกสถานที่ และเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ เป็นต้น
  5. กิจกรรมกลางแจ้ง: เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียน เพื่อออกกำลัง เคลื่อนไหวร่างกาย และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจ และความสามารถของเด็กแต่ละคนเป็นหลัก กิจกรรมกลางแจ้งที่ครูควรจัดให้เด็กได้เล่น เช่น การเล่นเครื่องเล่นสนาม การเล่นทราย การเล่นน้ำ การเล่นสมมติในบ้านจำลอง การเล่นกับอุปกรณ์กีฬา และเกมการละเล่น
  6. เกมการศึกษา: เป็นเกมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์ กติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ สี รูปร่าง จำนวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก เช่น เกมจับคู่ แยกประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ และต่อตามแบบ

สัดส่วนเวลาในการจัดกิจกรรมประจำวัน

  1. การพัฒนาทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน (2-3 ชั่วโมง/วัน)
    (รวมทั้งการช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย การรับประทานอาหาร สุขอนามัยและการนอนหลับพักผ่อน)
  2. การเล่นเสรี (1-2 ชั่วโมง/วัน)
    • เด็กมีโอกาสเลือกและตัดสินใจ ได้พัฒนาการคิด
  3. การแสดงควารู้สึกผ่านวัตถุ (½-1 ชั่วโมง/วัน)
    • พัฒนาการคิดและความคิดสร้างสรรค์ เช่น ศิลปะ เคลื่อนไหวและจังหวะ
  4. กิจกรรมด้านสังคม (½-1 ชั่วโมง/วัน)
    • เด็กได้ปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ได้เลือกตัดสินใจ และสร้างลักษณะนิสัยที่ดี
  5. กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ (¾ ชั่วโมง/วัน)
  6. กิจกรมที่มีครูเป็นผู้สอน (¾ ชั่วโมง/วัน)
    • พัฒนาการคิด และสติปัญญาตามวัย

บ้านพัฒนาการ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จ.ระยอง

Copyright © 2010 www.banpattanakan.com All Rights Reserved.

Design by Camptour.net